คนเราถ้า”ศีล” ไม่เสมอกัน มันคบกันไม่ได้หรอก

หากคนปกติทั่วๆ ไป ที่ยังมีความรู้สึกทางดีมากกว่าความรู้ด้านไม่ดี เขาจะคิดถึงอดีตที่มีเราเสมอ นั่นทำให้เขาเห็นคุณค่าจนกว่าจะมีทุกวันนี้ แม้จะเบื่อหน่าย รำคาญเราในบางครั้ง เขาก็มีอดีตที่คอยเฝ้าคิดถึงทำให้ไม่จากไปไหน แต่หากคนที่ทิ้งไปแล้วหมดเยื้อใยทันที นั่นก็เพราะเขามีความเลวในใจอยู่มาก เป็นประเภทอ่อนแอทางใจต้องการหนีไปให้พ้นๆ จากสภาพที่เป็นอยู่ ไม่ต้องการรับรู้ความรู้สึกของเราและคนรอบข้างว่าทุกข์ทรมานจากผลการกระทำของเขามากเพียงใด ยิ่งมีคนใหม่ด้วยแล้วทำให้อดีตไม่เคยสำคัญอะไรกับเขาอีก หรืออีกนัยคือ เขาไม่เคยรักเราหรอก คนแบบนี้เขารักตัวเองมากเกินกว่าจะแคร์ความรู้สึกคนที่รักเขา

1. ศรัทธาเสมอกัน

การมีศรัทธาเสมอกัน หมายถึง มีความเชื่อ ความเลื่อมใสในศาสนาหรือสิ่งเคารพบูชาเดียวกัน รวมถึงมีความคิดเห็น จุดมุ่งหมาย และรสนิยมไปในทางเดียวกัน ไม่ขัดแย้งกัน แบบนี้เวลาอยู่ด้วยกันจะไม่เกิดการทะเลาะเบาะแว้ง หรือเถียงกันว่าความเชื่อของตนดีกว่า เด่นกว่า น่าเลื่อมใสศรัทธามากกว่า เพื่อเอาชนะความคิดของกันและกัน

ในปัจจุบันสังคมเราเปิดกว้างมากขึ้น อีกทั้งความรักก็ไม่เข้าใครออกใคร คนต่างชาติ ต่างศาสนาก็ข้ามน้ำข้ามทะเลมาพบกันได้ ทางที่ดีควรเคารพในความเชื่อของกันและกัน ไม่แบ่งว่าความเชื่อใครดีกว่าใคร เรียนรู้ในความแตกต่างทั้งความคิด วัฒนธรรม และความเชื่อของกันและกัน แบบนี้ก็ช่วยให้ชีวิตคู่มีความสุขได้

2. ศีลเสมอกัน

ข้อนี้หมายถึงการมีความประพฤติ มารยาท และการปฏิบัติตนที่เหมาะสมสอดคล้องกัน รู้จักให้เกียรติกันและกัน ไม่ต้องยกตนข่มคู่ตัวเอง หรือไม่ประพฤติปฏิบัติต่างกันจนเกินไปแล้วทำให้ชีวิตคู่เป็นทุกข์ ไม่ราบรื่น เช่น ฝ่ายหนึ่งขี้เหล้าเมายา ชอบเล่นการพนัน แต่อีกฝ่ายหนึ่งคอยห้ามปราม ไม่ชอบการดื่มเหล่าและสิ่งผิดกฎหมาย เช่นนี้ชีวิตคู่ก็ไม่มีความสุข ความประพฤติไม่ตรงกัน ขัดแย้งกัน อยู่ด้วยกันไม่ได้ก็เรียกว่าศีลไม่เสมอกัน

3. จาคะเสมอกัน

จาคะ หมายถึง การสละสิ่งของและความสุขส่วนตัวเพื่อประโยชน์แก่ผู้อื่น หากเป็นเรื่องของความรักและชีวิตคู่ก็คงจะเป็นเรื่องของความมีน้ำใจ ใจกว้าง โอบอ้อมเอื้ออารีในระดับเสมอกัน รู้จักเป็นผู้ให้และผู้รับในเวลาที่เหมาะควร รวมทั้งการให้แก่คู่รักและการทำทานแก่ผู้อื่นด้วย หากว่าจาคะไม่เสมอกัน ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเห็นแก่ตัว ขี้เหนียว ขี้งก ชีวิตคู่ก็คงจะอยู่กันยาก

4. ปัญญาเสมอกัน

ในข้อนี้ไม่ได้หมายความว่าทั้งคู่จะต้องมีความรู้ความเชี่ยวชาญในระดับเดียวกัน จบปริญญาวุฒิเท่ากันเป๊ะๆ นะคะ แต่ปัญญาในที่นี้หมายถึง การมีความรู้ ความสามารถ และความเชี่ยวชาญที่เกื้อหนุนกันและกันได้ รู้ดี-ชั่ว รู้ว่าอะไรเป็นประโยชน์ และอะไรเป็นโทษ รวมถึงคอยรับฟัง เข้าใจในเหตุผลของกันและกัน และเป็นคู่คิดช่วยกันแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่ต้องเผชิญ

การเลือกคู่ครองก็เหมือนกับการเสี่ยงดวง บางคนสมบูรณ์พร้อมแต่ไม่คู่ควรกัน บางคนแตกต่างกันมากเกินไป จนครองคู่อยู่กันได้ยาก แล้วเราจะเลือกคู่อย่างไร มาอ่าน วิธีดูเนื้อคู่ในแบบที่เหมาะสม กันดีกว่า ว่าต้องพิจารณาอะไรบ้าง

วิธีดูเนื้อคู่ในแบบที่เหมาะสม โดย ธ. ธรรมรักษ์ อธิบายว่า การที่คนสองคนจะเป็นเนื้อคู่ ก้าวไปสู่การที่จะเป็นคู่ครองกันได้แบบที่ถูกต้องเหมาะสมนั้น พระพุทธองค์ได้ทรงตรัสไว้ว่า “…..ดูก่อนคฤหบดีและคฤหปตานีถ้าภรรยาและสามีทั้งสองหวังจะพบกันและกัน ทั้งในปัจจุบัน ทั้งในสัมปรายภพ (ชาติหน้า) ไซร้

ทั้งสองคนนั้นแลพึงเป็นผู้มีศรัทธาเสมอกัน มีศีลเสมอกัน มีจาคะเสมอกัน มีปัญญาเสมอกัน ภรรยาและสามีทั้งสองนั้น ย่อมได้พบกันและกัน ทั้งในปัจจุบัน ทั้งในสัมปรายภพ…”

Facebook Comments

แบ่งปัน