9 เคล็ดลับในการเลือกทานอาหารที่เหมาะสม เพื่อช่วยให้คุณสามารถลดไขมันหน้าท้องได้

การลดน้ำหนักอาจจะทำให้ทุกคนค้นพบวิธีการต่าง ๆ ที่เคยเป็นความเชื่อในอดีตว่าทำอย่างนี้ถูกต้อง แต่จริง ๆ แล้วสิ่งที่ทำมันไม่ได้เป็นการช่วยคุณให้ลดน้ำหนักได้อย่างแท้จริง ซึ่งบางอย่างที่คุณเลือกทานในชีวิตประจำวันที่คิดว่าทานแล้วจะลดน้ำหนักหรือลดสัดส่วนไขมันท้องลงบ้าง แต่กลับไม่เห็นผล

หากอยากลดไขมันส่วนเกิน อย่าเลือกการอดอาหารหรือการนับแคลอรี่เด็ดขาดเพราะมันไม่ได้ช่วยให้อะไรดีขึ้นเลย ดังนั้นเคล็ดไม่ลับในวันนี้ขอเสนอวิธีง่าย ๆ ในการลดน้ำหนักสัดส่วนที่เกินออกไป ซึ่งวิธีนี้จะช่วยให้รูปร่างของคุณดีขึ้นโดยไม่ต้องทรมานแถมสุขภาพดีอีกต่างหาก

1. หากต้องการทานขนมปัง ให้เลือกขนมปังที่ทำจากแป้งจากมะพร้าว

หลายคนนิยมรับประทานอาหารประเภทเบเกอรีมาก และอาจจะต้องใจสลายหากต้องลดขนมปังหรือเค้กแสนอร่อยให้น้อยลง ซึ่งจริง ๆ แล้วเราควรกินในปริมาณที่พอดี เนื่องจากส่วนผสมส่วนใหญ่จะทำมาจากแป้งสาลี น้ำตาล เนย ไข่ และไขมัน ที่ให้รสหวานเป็นหลัก มีผลทำให้น้ำหนักตัวเพิ่มได้ง่ายหากเรากินในปริมาณที่มากจนเกินไป เป็นผลให้ร่างกายเสี่ยงเกิดโรคอ้วน มีพุงยื่นออกมา และภาวะแทรกซ้อนต่าง ๆ ตามมาได้

ซึ่งหากใครที่ไม่สามารถลดได้จริง ๆ เราสามารถเลือกทานแป้งบางประเภทได้ เช่น แป้งจากมะพร้าว แป้งควินัว หรือแม้แต่แป้งบัควีทก็ได้ ยิ่งเป็นแป้งจากมะพร้าวที่อุดมไปด้วยกรดไขมันที่สามารถทำการเผาผลาญได้แตกต่างจากไขมันชนิดอื่น ๆ และช่วยลดความอยากอาหารที่คุณมี นอกจากนี้ยังสามารถป้องกันไม่ให้ไขมันสะสมในร่างกายอีกด้วย

2. กระเทียมอาจมีกลิ่นที่รุนแรง แต่มันเหมาะกับการเป็นเพื่อนที่ดีที่สุดของคุณ

กระเทียมอาจจะเป็นสิ่งที่หลายคนปฏิเสธมัน ยิ่งในการทานก่อนหรือระหว่างมื้อค่ำสุดโรแมนติก แต่คุณรู้หรือไม่ว่ากระเทียมมันสามารถสร้างความมหัศจรรย์ให้เกิดขึ้นกับเอวของคุณได้อย่างน่าประหลาดใจ จากการศึกษาพบว่าการเพิ่มปริมาณฃกระเทียมในมื้ออาหารของคุณ สามารถเป็นตัวช่วยในการลดสัดส่วนของหน้าท้องได้ดีมาก (หากคุณทานมันได้ถูกต้อง)

3. ขมิ้นจะเป็นตัวเพิ่มรสชาติอาหารและช่วยให้คุณมีรูปร่างที่ดี

ขมิ้นคือหนึ่งในส่วนผสมของสูตรอาหารมากมายจากทั่วทุกมุมโลก และเป็นตัวช่วยในการเผาผลาญแคลอรี่ เนื่องจากขมิ้นได้รับการพิสูจน์แล้วว่าสามารถใช้เป็นตัวช่วยในการลดน้ำหนักตัวและการปรับสัดส่วนของเอวผู้ที่มีน้ำหนักตัวมากเกินไป โดยที่คุณสามารถใส่ผงขมิ้นลงไปในซุปหรือทานคู่กับอาหารอื่น ๆ ได้เช่นกัน

4. เลือกกะหล่ำปลีแบบดองแทนที่กะหล่ำปลีดิบ

ในกะหล่ำปลีดองมีแลคโตบาซิลลัสมากกว่าโยเกิร์ตอีก และการที่คุณเลือกทานผักดองในช่วงสองถึงสามวันจะสามารถช่วยป้องกันโรคเรื้อรังของระบบย่อยอาหารและสามารถลดน้ำตาลกลูโคสในเลือดได้ นอกจากนี้กะหล่ำปลีดองยังสามารถปรับสุขภาพจิตช่วยให้คุณต่อสู้กับภาวะซึมเศร้า สิ่งที่สำคัญคือคุณต้องเลือกกะหล่ำปลีดองสด ซึ่งไม่ผสมน้ำส้มสายชูเพื่อให้ได้รับประโยชน์และคุณค่าทั้งหมดของอาหาร

5. กินบะหมี่ Shirataki แทนพาสต้า

บะหมี่ชิราทากิเป็นอาหารของคนญี่ปุ่นที่ประกอบด้วยเส้นใยบุกและน้ำ ซึ่งจะปราศจากไขมันและทำให้คุณอิ่มเร็วช่วยในการลดปริมาณการกินให้น้อยลง แถมยังไม่ทำให้ท้องผูกอีกต่างหาก จากผลการวิจัยค้นพบว่าบหมี่ชิราทากิเป็นอาหารที่ช่วยในการลดน้ำหนักได้ และในปัจจุบันบะหมี่ชิราทากิมีหลากหลายสูตรให้คุณเลือกทั้งอร่อยและดีต่อสุขภาพ

6. Seitan เป็นแหล่งโปรตีนที่ได้จากพืชแสนอร่อย

Seitan เป็นผลิตภัณฑ์มังสวิรัติที่ได้รับความนิยมจากผู้คนมาก ๆ ได้รับการแนะนำจากนักวิทยาศาสตร์และนักโภชนาการ เนื่องจากอาหารประเภทนี้มีโปรตีนสูงและมีคุณค่าทางโภชนาการ ซึ่งสามารถนำมาปรุงได้หลายวิธี เช่น การย่าง

7. เลือกโยเกิร์ตที่เหมาะสมกับตัวคุณ

อาหารจำพวกโปรไบโอติกสูงหรือที่เรียกอีกอย่างว่าจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ ซึ่งเราต่างก็รู้กันดีว่ามีในโยเกิร์ตและนมเปรี้ยวสามารถช่วยในการลดไขมันหน้าท้องและเป็นตัวช่วยในการควบคุมน้ำหนักตัวได้ดีทีเดียว แต่ไม่ใช่ว่าโยเกิร์ตทุกยี่ห้อจะเหมาะสมในการทานเพื่อคุมน้ำหนักเสมอ คุณควรเลือกและศึกษาฉลากให้ดีเสียก่อนว่าโยเกิร์ตตัวไหนเหมาะกับความต้องการในตอนนี้ ให้เลือกโยเกิร์ตที่มีส่วนผสมของแลคโตบาซิลลัสกัสเซรีแทน L. acidophilus เนื่องจากมันจะช่วยป้องกันอาการท้องผูก และทำหน้าที่การสำหรับการย่อยอาหารได้ดีกว่า

8. ไม่ควรเลือกผลิตภัณฑ์ที่มีเครื่องหมาย “ไขมันต่ำ”

การเลือกผลิตภัณฑ์ที่มีเครื่องหมายไขมันต่ำคงเป็นทางเลือกในการเลือกซื้อของในซูเปอร์มาร์เก็ต เพราะคำนี้ช่างดึงดูดคุณเป็นอย่างมาก แต่คุณรู้หรือไม่ว่าอาหารไขมันต่ำที่เลือกนั้นอันตรายกว่าอาหารที่มีไขมันปกติ เนื่องจากมีการดัดแปลงไขมันและน้ำตาลมากว่า ซึ่งในการที่คุณคิดว่าจะกำจัดไขมันออกจากอาหารก็ไม่ได้หมายความว่าไขมันหน้าท้องของคุณจะหายไป

9. ลดปริมาณในการบริโภคน้ำมันดอกทานตะวัน

ซึ่งเป็นที่รู้กันว่าน้ำมันดอกทานตะวันมีกรดไขมันโอเมก้า 6 เป็นส่วนในการเพิ่มน้ำหนักให้กับร่างกายของเราได้เป็นอย่างมาก นักโภชนาการได้มีการแนะนำว่าให้รักษาสมดุลของโอเมก้า 6 ด้วยการเพิ่มโอเมก้า 3 ในอาหารประจำวันคุณ (ให้คุณใช้น้ำมันมะกอกในการปรุงอาหารหลัก)

ที่มา : brightside